-

วันอังคาร

บ่อปลาเขียว

 
เพื่อนๆค่ะ หลายๆคนคงเคยเกิดข้อสงสัย ว่าทำไมเราเลี้ยงปลาคาร์พไว้กลางแจ้ง แล้วบ่อปลาเราถึงเกิดสีเขียวขึ้นได้ คนชอบปลา อยากจะคุยเรื่อง น้ำเขียวในบ่อปลา 


น้ำเขียวในบ่อปลา 
  • น้ำที่เราเห็นเป็นสีเขียวนั้นจริงๆแล้ว เป็นสารแขวนลอยของแพลงตอนพืชที่ต้องการสังเคราะห์แสง มีขนาดรูปร่างเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูค่ะ โดยตะไคร่ที่เกาะข้างผนังบ่อก็จัด เป็นพืชกลุ่มเดียวกันแต่มีหลายสายพันธุ์ มีทั้งสีอื่นๆ เช่น น้ำตาล แดง เหลือง และพืชกลุ่มนี้จะขยายพันธุ์โดยการสปอร์แพร่กระจายล่องลอยไปตามลม จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันมาจากไหน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำเขียว

  • 1.อาหาร สารอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียม โดยไนโตรเจนจะเป็นสารอาหาร ที่พบมากในน้ำในรูปของไนเตรทที่พืชนำไปใช้ได้ ไนเตรทเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยแบคทีเรีย ฟอสฟอรัสในน้ำปกติเรามักจะพบ ในรูปสารอาหารและของเสียที่ปลาขับถ่ายออกมาเช่นกัน ส่วนโปรตัสเซียมพบบ้างแต่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับ ไนเตรทและฟอสเฟต
  • 2.อุณหภูมิ สังเกตุได้ว่าปัญหาน้ำเขียวจะรุนแรงในหน้าร้อนมากหว่าหน้าหนาว อุณหภูมิเป็นตัวเร่งอัตราการสังเคราะห์แสง ของแพลงตอนเหล่านี้ให้สูงขึ้น
  • 3.แสงสว่าง แพลงตอนพืชนี้ต้องการแสงสว่าง เพื่อใช้ในการเติบโตและแพร่พันธุ์ ยิ่งแสงสว่างมีปริมาณเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณการสังเคราะห์แสงของแพลงตอนมากขึ้นเท่านั้น

ข้อดีของการเกิดน้ำเขียว 

-เป็นแหล่งอาหารเสริมตามธรรมชาติให้แก่ปลา ซึ่งไม่ได้หากันได้ง่ายๆในบ่อคอนกรีต แพลงตอนพืชในน้ำเขียวนั่นแหละที่อุดมไปด้วย วิตามินและเกลือแร่ตลอดจนสารเร่งสีให้แก่ปลา

ข้อเสียของน้ำเขียว

  • -เป็นอุปสรรคในการมองปลาที่เลี้ยง ซึ่งบางทีปลาป่วยก็ไม่สามารถมองเห็นได้
  • -ปัญหาที่สำคัญสุดของน้ำเขียว คือการลดปริมาณออกซิเจนอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน เพราะว่าในเวลาตอนกลางวันแพลงตอนพืชจะทำการสังเคราะห์แสง โดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ในการปรุงอาหาร และคายก๊าซออกซิเจนออกมา ส่วนเวลากลางคืนแพลงตอนพืชเหล่านั้นต้องใช้ก๊าซออกซิเจนในการหายใจ และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ออกมาแทน จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาข้อเสียของน้ำเขียวนั้น เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์มีปริมาณมากรวมกับน้ำแล้ว จะมีฤทธิ์เป็นกรด แต่ยังโชคดีที่ความเป็นกรดจะสะเทินให้เป็นกลางโดยปะการังในบ่อ ถ้าเราใส่น้ำยาหรือสารเคมีเพื่อกำจัดแพลงตอนเหล่านั้น อาจทำให้ปลาตายแบบฉับพลันได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากสารเคมีที่เป็นพิษ หรือปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

การแก้ปัญหาน้ำเขียว
  • ทำระบบกรองให้แน่น และมีขนาดใหญ่พอเพียง
  • เพิ่มหินลงในบ่อ
  • ลดปริมาณแสง
  • ลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำ เช่นการลดอาหาร ไม่ควรมีอาหารตกค้าง
  • ติดระบบยูวี
เพื่อนๆค่ะ คงเริ่มหายสงสัยแล้วใช่มั้ยค่ะว่าน้ำเขียวเกิดขึ้นได้อย่างไร จริงๆแล้วมันมีทั้งข้อดี-ข้อเสียของปลาเรา ลองทำดูนะค่ะ เผื่อน้ำในบ่อจะดีขึ้น คนชอบปลา เป็นกำลัังใจให้แก่คนรักปลาทุกคนนะค่ะ....

วันจันทร์

ปลาอะโรวาน่าทองมาเลย์


เพื่อนๆค่ะ ถ้าเอ่ยถึง ปลาอะโรวาน่า ปลามังกร หรือปลาตะพัด เพื่อนๆที่เลี้ยงปลาคงจะรู้จักเจ้าปลานี้อย่างแน่นอน คนชอบปลา อยากแนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก เจ้าปลาอะโรวาน่า

ปลาอะโรวาน่า
  • จริงๆแล้วปลาอะโรวาน่าที่คนนิยมเลี้ยงกัน เพราะความเชื่อ และความสวยงามท่าทีท่วงท่าที่สง่างาม เหมือนอย่างมังกร คนเชื้อสายจีนจะให้ความศรัทธา ในวัฒนธรรมของชาวจีนซึ่งมีความเชื่อว่า มังกรเป็นตัวแทนของความโชคดี ความเข้มแข็งและมีอำนาจ สามารถคุ้มครองป้องกันปีศาจและนำมาซึ่งความโชคดี

ปลาอะโรวาน่า
  • แหล่งที่พบ ทวีปเอเชีย ทวีปอัฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ และออสเตรเลีย ปลาในแต่ละทวีปจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน มีความโดดเด่นพิเศษแตกต่างกันออกไป และราคาก็ต่างกันด้วย

ปลาอะโรวาน่า ที่นิยมเลี้ยงกันนั้นมีอยู่ไม่กี่สายพันธุ์ พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ อะโรวาน่าสายพันธุ์เอเชีย ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ราคาแพงที่สุดเนื่องจากสีสัน อันสวยงามยิ่งกว่าทองคำเปลว และยิ่งสีแดงซึ่งมีมนต์ขลัง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์  Scleropages Formosus จะมีรูปร่างค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่มาจากอเมริกาใต้

ปลาอะโรวาน่าทองมาเลย์  Arowana Cross Back 

ถิ่นที่อยู่อาศัย พบมากที่ ประเทศมาเลเซีย

ชื่อเรียกมีแตกต่างกันออกไป เช่น ปาหังโกลด์ มาลายันโบนีทัง (Malayan Bony Tongne) โกปิงโกลด์เดน, บูกิทมีราชบูล เป็นต้น ซึ่งชื่อที่ใช้เรียกนี้เป็นจุดที่พบปลาอะโรวาน่าได้บ่อยๆ 

 ลักษณะทั่วไป 

  • ลำตัวยาว ด้านข้างแบน เกล็ดมีขนาดใหญ่เรียงเป็นระเบียบสวยงาม เกล็ดบริเวณเส้นด้านข้างลำตัวมีประมาณ 24 ชิ้น ตาโตปากใหญ่เฉียงขึ้นด้านบน ฟันแหลม ครีบหลังและครีบก้นยาวไปใกล้บริเวณหาง สันท้องคม มีหนวด 1 คู่อยู่ใต้คาง ขนาดโตเต็มวัยประมาณ 90 ซม. หนักถึง 7 กก. ปลาโตเต็มวัยสามารถโดดงับอาหารสูงถึง 1 เมตร
  • ชอบว่ายอยู่บริเวณผิวน้ำ
อาหารของปลาอะโรวาน่า  ได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลง สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก เช่นจิ้งจก

- ปลาที่พบแต่ละที่ก็จะมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะความงามของเกล็ดปลาอะโรวาน่าทองมาเลย์ ซึ่งถือว่าเป็นปลาที่แพงที่สุดในบรรดาปลาอะโรวาน่าทั้งหมด เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ให้ลูกน้อยเพาะพันธุ์ยาก ในธรรมชาติหาได้ยากเต็มที่ มีเลี้ยงเฉพาะในมาเลเซีย สิงค์โปร์เท่านั้น

ปลาอะโรวาน่าสายพันธุ์ทองมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 3 พวกใหญ่ๆ
  1. สายพันธุ์ ที่มีฐานเกล็ดสีม่วงหรือสีน้ำเงิน (Blue or Purple Based)
  2. สายพันธุ์ ที่มีฐานเกล็ดออกสีแดง (Gold Based)
  3. สายพันธุ์ ที่มีฐานออกสีเขียว (Green Based)
 ปลาสายพันธุ์ที่1 กับสายพันธุ์ที่ 3 บางครั้งจะถูกจัดอยู่ด้วยกันเพราะมีความคล้ายกันในเรื่องของเกล็ด ส่วนสายพันธุ์ที่มีฐานเกล็ดสีทอง จัดเป็นสุดยอดของปลาอะโรวาน่าทองมาเลเซีย เพราะเมื่อปลาโตเต็มที่ ปลาจะมีสีทองเหลืองอร่าม ดูเหมือนทองคำเคลื่อนที่และยังเป็นปลาที่มีสีทอง อ้อมข้างหลังได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ หรือที่เราเรียกว่าหลังเปิด ถึงแม้ปัจจุบันจะหาปลาะโรวาน่าสายพันธุ์แท้ได้ยาก เพราะมีการผสมข้ามสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์เกิดขึ้นมาใหม่ที่มีชื่อทางการค้าว่า Platinum White Golden และ Royal Golden Blue Arowana กลับได้รับความนิยมในตลาดของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก และยังมีราคาสูงอีกด้วย


เพื่อนๆค่ะ ชื่อก็บอกแล้ว เจ้าปลามังกร หรืออะโรวาน่า เชื่อกันว่าเป็นปลาที่เลี้ยงแล้วเพิ่มความโชคดี ป้องกันสิ่งเลวร้ายหรือปีศาจไม่ให้เข้ากันเรา ครั้งต่อไป คนชอบปลา จะแนะนำเพื่อนๆให้รู้จัก เจ้าอะโรวาน่าสายพันธุ์อื่นนะค่ะ

วันเสาร์

ปลาทะเล สินสมุทรลายฟ้า



เพื่อนๆค่ะ คนชอบปลา ได้เคยแนะนำเจ้านางฟ้าแห่งท้องทะเล หรือปลาสินสมุทรจักรพรรดิ์ ให้เพื่อนรู้จักไปแล้ว วันนี้จะพาเพื่อนๆมารู้จักนางฟ้าอีกตัว ได้แก่ ปลาสินสมุทรลายฟ้า



ปลาสินสมุทรลายฟ้า หรือ ปลาสินสมุทรทรวงฟ้า มีชื่อเรียกของชาวท้องถิ่นจะเรียกว่า ปลาโนราห์

ชื่ออังกฤษ  Ringed Emperror Angelfish

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pomacanthus amularis

ตระกูล Chaetontiase

แหล่งที่อยู่ พบมากในหมู่เกาะอินโด-ออสเตรเลีย ทางตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งศรีลังกา อินเดีย และบังคลาเทศ อาศัยแนวปะการัง หินโสโกรก กองหิน ที่ระดับน้ำตื้นถึงน้ำลึก

ลักษณะ รูปร่างจะออกแป้นๆครีบหลังและครีบก้นจะยาว ครีบหลังของปลาที่โตแล้วจะมีลักษณะที่โค้งชี้ขึ้นด้านบน

สี  สีของลูกปลาไม่แตกต่างไปจากปลาตระกูล P.maculosus จะเปลี่ยนสีตามอายุว่าโตขึ้น
  • เริ่มจากเส้นบางๆที่ครีบหลังจะค่อยๆ เลือน พอโตเต็มวัยลำตัวจึงเริ่มมีริ้วๆ สีน้ำเงินเป็นโค้งๆจะขึ้นแทบสีข้าง แถบบริเวณหัวของลูกปลาก็จะหายไป
  • ลำตัวจะมีสีเหลืองอมน้ำตาลออกเขียวมะละกอแก่ๆ เป็นพื้นที่ฐานครีบอกจะมีแนวสีน้ำเงิน 5-6 แนวพาดทแยงไปทางส่วนหลังสุดของครีบหลัง มีวงแหวนสีน้ำเงินบริเวณระหว่างครีบอกกับตอนต้นของครีบหลัง
ขนาด  ประมาณ 15 นิ้ว (37 ซม.)

สภาพแวดล้อม มักอาศัยตามโขดหินตามหินตามพวกแนวปะการัง ชอบแสงสว่าง
- อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 74-83 องศาฟาเรนไฮด์ (24-29 องศาเซลเซียส)
- ค่า ph ในน้ำประมาณ 8.3-8.6
- ความหนาแน่นของปริมาณน้ำอยู่ที่ 1.025

อุปนิสัย เลือกกิน กินอาหารได้ทุกชนิด แต่ชอบสัตว์น้ำขนาดเล็กๆ โดยเฉพาะปลาที่โตแล้วต้องให้อาหารเป็นพิเศษ

การเลี้ยงดู ควรที่จะใส่พวกแนวปะการังหินเป็นที่อยู่ ปลาสินสมุทรนี้เป็นปลาที่ชอบอยู่ตัวเดียวและหวงอาณาเขต จึงต้องระมัดระวังในการเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ

เพื่อนๆค่ะ เริ่มหลงรักเจ้านางฟ้าแห่งท้องทะเลเหมือนกับ คนชอบปลา หรือเปล่าค่ะ แต่ปลาทะเลจะเลี้ยงค่อนข้างยากนิดนึง ถ้าเพื่อนๆต้องการเลี้ยงควรจะต้องศึกษาให้ดีนะค่ะ....


ไม้น้ำในตู้ปลา เทปเล็ก



เพื่อนๆค่ะ คนชอบปลา อยากพาเพื่อนๆรู้จักกับพรรณไม้น้ำที่ใช้สำหรับประดับตู้ปลาอีกชนิด ได้แก่ เทปเล็ก

ชื่อไทย สันตวาใบข้าวเทปเล็กหรือหญ้าช้อง

ชื่อภาษาอังกฤษTapeglass,spiralis L.

ชื่อวิทยาศาสตร์Vallisneria spirails L.

แหล่งกำเนิด ทวีปอเมริกาใต้ และยุโรปตอนใต้



ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น มีลักษณะเป็นไหล (Stolon) เลื้อยทอดขนานไปในดินใต้น้ำใบแตกเป็นกอแบบ radical ให้เจริญเหนือผิวดินใต้น้ำและมีรากยึดเกาะดิน
  • ใบ  มีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านแผ่นใบริ้วแบนยาวแบบริบบิ้นสีเขียว ตอนโคนแผ่กาบหุ้มประกบกันไว้ แต่ละกอจะมีใบ 5-20 ใบ และมีความกว้างของใบ 4-21 มม. มีเส้นใบจางๆจำนวน 5 เส้น ยาวขนานไปตามความยาวของใบ และมีเส้นใบเห็นไม่ชัดเจนแตกตัวตัดขวางกับเส้นยาว บริเวณส่วนปลายของใบจะมีขอบหยักเป็นซี่ฟันเลื่อยเล็กๆปลายใบแหลม
  • ดอก ดอกตัวผู้ตัวเมียจะเกิดคนละต้น ต้นที่มีดอกตัวเมียจะพบได้มากกว่าที่มีดอกตัวผู้ 
- ดอกตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้มาก ทั้งดอกตัวผู้ตัวเมียจะมีกาบดอกหุ้มไว้ 
- ดอกตัวเมียจะมีความยาวประมาณ 1.5 ซม.มีลักษณะยาวเป็นรูปทรงกระบอก ตอนปลายแยกเป็น 2 ส่วนสีเขียว ก้านดอกตัวเมียจะยาวมาก ชูดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ
- เมื่อดอกตัวเมียเจริญมากจะลอยขึ้นบนผิวน้ำ 
- ส่วนกาบดอกที่หุ้มดอกตัวผู้มีขนาดเล็กและมีรูปร่างเป็นรูปไข่ มีก้านสั้นๆจะอยู่ที่โคนต้น ภายในกาบดอกจะมีดอกตัวผู้จำนวนมากซึ่งเมื่อดอกตัวผู้โตเต็มที่
- ดอกตัวผู้จะหลุดลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เมื่อกระแสพัดพาดอกตัวผู้ปะทะกับดอกตัวเมียจะเกิดการผสมเกสรขึ้น เมื่อดอกตัวเมียได้รับการผสมแล้ว ก้านดอกจะหดสั้นเข้าไปโดยขดเป็นเกลียวดึงผลไปเจริญใต้น้ำ
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปกระบอกทรงยาว ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
  • การแพร่พันธุ์ โดยใช้เมล็ดและไหล (Stolon)

เทปเล็ก เป็นพืชน้ำที่ได้รับความนิยมมากในการนำมาปลูกประดับตู้ปลา เป็นพืชน้ำที่มีขนาดพอเหมาะ และสามารถปรับตัวให้เจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน สมารถเติบโตได้ดีเมื่อปลูกรวมกับพืชน้ำอื่นๆ มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ใบจะมีลักษณะบิดเป็นเกลียวสวยงามมาก ถ้าขึ้นในธรรมชาติจะชอบแหล่งน้ำไหลเอื่อยๆ มีพื้นดินโคลนปนทราย
- ph ของน้ำ 6.5-7.5
- อุณหภูมิน้ำ 23-28 องศาเซลเซียล

เพื่อนๆค่ะ สันตะวาใบข้าวเทปเล็ก คงจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับพรรณไม้ที่ใช้ประดับตกแต่งตู้ปลานะค่ะ คนชอบปลา จะเอาเทปเล็กเข้าไปตกแต่งเหมือนกันค่ะ

วันพฤหัสบดี

อาหารของปลา ไส้เดือนดิน



เพื่อนๆค่ะ คงทราบนะค่ะว่า ไส้เดือนดิน เป็นอาหารที่นิยมอย่างหนึ่งของปลาไม่ว่าจะเป็นปลาสวยงาม หรือแม้กระทั่งการตกปลาตามบ่อ ก็ใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อ คนชอบปลา จะแนะนำเพื่อนๆให้เพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน

ส้เดือนดิน (Earthworm) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในตระกูลไฟลัมแอนเนลิดา ตัวเป็นข้อปล้องพบได้ทั่วไปในดิน ใต้กองใบไม้ หรือใต้มูลสัตว์

การสืบพันธุ์ ฉีดสเปิร์มเข้าอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากไส้เดือนดินมี 2 เพศ ในตัวเดียวกัน ออกลูกเป็นไข่ถ้าตัวเต็มวัยสามารถออกลูกได้ทุกตัว

ประโยชน์สำหรับปลา ไส้เดือนดิน นั้นถือว่าเป็นอาหารโปรดของปลาก็ว่าได้ ไส้เดือนช่วยให้ปลามีความสมบูรณ์ และพร้อมที่จะวางไข่ได้เร็วกว่าอาหารชนิดอื่นๆ และไส้เดือนยังเป็นตัวช่วยในการระบายอย่างอ่อนๆให้กับปลาอีกด้วย ไส้เดือนนี้เหมาะสำหรับคนเลี้ยงปลาในที่ีแคบๆ ทั้งในตู้กระจกและบ่อน้ำเล็กๆ

การหาไส้เดือน ในดินนั้นสามารถขุดได้จากบริเวณดินที่มีความชื้น หรือดินที่ร่วนซุยมากๆ ซึ่งไส้เดือนที่ใช้เป็นอาหารปลานี้ มีลักษณะดังนี้
  • สามารถใช้ได้ทั้งที่มีสีแดง และที่มีสีคล้ำ 
  • โดยจะต้องนำไส้เดือนที่จับมานั้นมาเก็บไว้ในที่ชื่นๆ สัก 2-3 วันก่อน แล้วจึงนำมาให้ปลากิน 
  • โดยขนาดของไส้เดือนควรจะมีความยาวประมาณ 2 นิ้ว ถ้าโตกว่านี้จะเหนียว
  • ถ้าได้ไส้เดือนตัวเล็กๆมา ควรให้ปลากินทั้งตัว ถ้าตัวใหญ่มากควรตัดเป็นชิ้นให้พอดี แต่ก่อนที่จะตัดไส้เดือนเป็นท่อนๆนั้น ควรล้างน้ำให้สะอาดให้หมดดินหรือโคลนก่อน และเมื่อตัดเสร็จควรล้างซ้ำอีกรอบ แต่การล้างครั้งหลังนี้ทำแค่จุ่มน้ำก็พอ อย่าล้างนานเพราะว่าเลือด และพืชที่กำลังสลายตัวในไส้เดือนจะสูญเสียไปด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อปลาที่สุด
วิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน 
  • ไส้เดือนที่เพาะเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นไส้เดือนแดง เพราะเพาะเลี้ยงได้ง่าย โดยสถานที่เพาะเลี้ยงไส้เดือนนั้นควรเป็นโรงเรือนที่มีหลังคากันแดดกันฝน และสามารถป้องกันศัตรูไส้เดือนได้ง่าย มีคูน้ำล้อมรอบจะดีมาก
  • นำดินร่วนผสมกับมูลสัตว์แห้ง ผสมเศษผัก ใบไม้แห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่น้ำผสมลงไปเล็กน้อยอย่าให้แฉะ อย่าใส่ดินเต็มลัง
  • นำไส้เดือนใส่ลงไป 1 ขยุ้มมือ ถ้าจะให้ดีควรใส่สัประรด หรือเศษข้าวลงไปด้วย
  • ปิดฝาป้องกันไม่ให้โดนแสง ทิ้งไว้ประมาณ 3 วันให้กลับกองดิน ไส้เดือนจะย่อยสลายขยะต่างๆจนหมดกอง พร้อมทั้งทำการขยายพันธุ์
  • ให้อาหาร 10 วันครั้ง และรดน้ำโดยใช้ฝักบัวอาทิตย์ละ 1ครั้งพอ

 อุปกรณ์ที่ใช้เพาะเลี้ยงได้แก่

1.ลังไม้ กะละมัง กระป๋อง โอ่งแตก หรือภาชนะอะไรก็ได้ที่สามารถทำเป็นกะบะได้ ถ้าเป็นลังไม้ควรมีความกว้าง 25 ซม.ยาว 35 ซม. ควรมีหูหิ้วทั้งสองข้างเพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย

2. ดิน ดินที่ใช้ควรเป็นดินร่วนซุย โดยนำมาผสมกับปุ๋ยคอกก่อน ไม่ควรใช้ขี้ไก่หรือขี้เป็ดเพราะว่ามันร้อนเกินไป

3.ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว และรำอ่อน นำมาผสมกับดินและปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน : ดิน 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ขี้เลื่อย 2 ส่วน รำอ่อน 1/2 กระป๋องนม คลุกเคล้าให้ทั่วรดน้ำให้ชุ่มปิดฝาไว้ หมักเอาไว้สัก 3อาทิตย์ กลับกองดินทุก 3วัน


เพื่อนๆค่ะ ไส้เดือนดินนับเป็นอาหารอันแสนอร่อยของปลา ส่วนใหญ่คนมักจะนำไส้เดือนดินนี้ใช้เป็นเหยื่อตกปลาและเป็นอาหารของปลาสวยงาม  คนชอบปลา อยากให้เพื่อนๆที่เลี้ยงปลาลองเพาะพันธุ์ไส้เดือน เพื่อที่จะเอาไว้ให้ปลากินซึ่งได้คุณค่าทางอาหารอย่างมากมาย...

    วันอังคาร

    ปลาทะเล สินสมุทร



    เพื่อนๆค่ะ คงไม่มีใครเถียงนะค่ะว่าโลกใต้ท้องทะเล นั้นมีความงดงามเหมือนเป็นดินแดนที่น่าพิศวงและน่าค้นหา คนชอบปลา อยากจะแนะนำนางฟ้าประจำท้องทะเลให้เพื่อนๆได้รู้จัก นั่นคือ ปลาสินสมุทรลาย...





    ปลาสินสมุทรลาย หรือปลาสินสมุทรจักรพรรดิ์

    ชื่ออังกฤษ  Imperial Angelfish

    ชื่อวิทยาศาสตร์  Pomacanthus imperator

    ตระกูล  Chaetodontiase

    แหล่งที่อยู่ พบมากในเขตร้อนอินโด-แปซิฟิก, แอฟริกาด้านตะวันออกและทะเลแดงทางฝั่งตะวันตก จรดทางตะวันออกของโปลินีเซีย

    ลักษณะ  
    • รูปร่างคล้ายปลาตระกูล P.annularis 
    • ลำตัวแบนกว้าง ปากเล็ก ริมฝีปากหนา ตาโต ครีบหลังเชื่อมต่อกัน ครีบหูใหญ่เป็นรูปสามเหลี่ยม ครีบท้องยาวแหลม ครีบทวารโค้งมน ครีบหางปลายตัดและโค้งเล็กน้อย
    • ขนาดประมาณ 14 นิ้ว( 35 ซม.)
    • จะมีการเปลี่ยนลวดลายสีตามช่วงอายุต่างๆ 
    -สีของลูกปลา จะมีสีน้ำเงินแก่ และแถบสีขาวหรือฟ้าอ่อนซ้อนกัน และจะมีวงแหวนบนโคนหาง บริเวณช่วงท้ายๆของครีบหลังและครีบก้นจะมีสีขาว หรือฟ้าอ่อนสานกันเป็นร่างแห

    -ส่วนปลาโตแล้ว มีพื้นเป็นสีม่วง น้ำตาลอมฟ้าเขียว มีปื้นสีดำหลังหัว และบริเวณหน้าผาก ตา แก้ม ปื้นมีสีฟ้าเป็นขอบ มีริ้วสีเหลืองจำนวนมากพาดแทยง ครีบหางเป็นสีส้มสด

    สภาพแวดล้อม มักอาศัยบริเวณโขดหิน เกาะแก่งหรือแนวปะการังที่สมบูรณ์
    - ถ้าเลี้ยงในตู้ปลา ใช้อุณหภูมิ: 75-82 องศาฟาเรนไฮด์ (24-28 เซลเซียล) 
    - ค่า ph: 8.2-8.5
    - ความหนาแน่นของน้ำ : 1:025
    - ความส่องสว่าง: ชอบแสงสว่าง
    - การตกแต่งตู้: ควรมีที่สำหรับหลบซ่อน

    อาหาร สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก บ้างก็กินฟองน้ำ แต่เมื่อเอามาเลี้ยงในตู้จะค่อนข้างจูี้จี้ เลือกกิน แต่ตอนเป็นลูกปลาสามารถปรับตัวเข้ากับอาหารในตู้ปลาได้ง่าย

    การเลี้ยงดู เป็นปลาที่หวงอาณาเขต ชอบอยู่ตัวเดียว ควรระมัดระวังให้ดีถ้าเลี้ยงรวมกับปลาตระกูลอื่น

    ปลาสินสมุทร ที่พบในประเทศมีประมาณ 8ชนิด โดยพบทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

    เพื่อนๆค่ะ เริ่มหลงรักนางฟ้าแห่งท้องทะเลเหมือนกับ คนชอบปลา บ้างมั้ยค่ะ แต่เจ้าปลาสินสมุทรลาย จะค่อนข้างเปราะบาง ถ้าเพื่อนๆจะเลี้ยงควรจะมีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทะเลก่อนนะค่ะ

    วันจันทร์

    ไม้น้ำในตู้ปลา สันตะวาใบพาย



    เพื่อนๆค่ะ คนชอบปลา ได้แนะนำพรรณไม้น้ำที่เลี้ยงในตู้ปลา ต้นสันตะวาหางไก่ ให้เพื่อนๆได้รู้จักไปแล้ว ดังนั้นวันนี้ขอพูดซ้ำในพรรณไม้เดียวกันแต่เป็นคนละชนิด ได้แก่ สันตะวาใบพาย


    ชื่อวิทยาศาสตร์ Ottelia alismoides (L.)Pers.
    ชื่อสามัญ -
    แหล่งกำเนิด  ทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา



    ลักษณะทั่วไป

    ลำต้น มีลักษณะเป็นเหง้าสั้นๆ มีรากหยั่งยึดดิน ไม่มีไหล

    ใบ ใบเจริญใต้น้ำ แผ่นใบมีรูปร่างหลายแบบ
    • ใบของต้นที่เกิดบริเวณชายน้ำระดับตื้นๆ จะมีรูปร่างยาวเรียว 
    • ส่วนใบของลำต้นที่เกิดในระดับน้ำลึกๆ มีรูปร่างกลม รูปหัวใจ หรือรูปไข่
    • ขอบใบหยักเล็กน้อย เส้นใบโค้งตามแนวขอบมีจำนวน 7-10 เส้นมีเส้นตัดขวางเล็กๆ เป็นจำนวนมาก แผ่นใบไม่เรียบมีรอยย่น สีเขียวอ่อน
    • ก้านใบยาวแตกจากลำต้นที่เป็นวงจากระดับพื้นดิน
    ดอก ดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน  ลักษณะเป็นดอกเดี่ยวมีก้่านดอกยาวส่งส่วนของดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ มีกาบดอกหุ้มส่วนของดอกไว้ มีลักษณะเป็นพูและมีสันยื่นออกมาเป็นปีก 3-5 ปีก ขอบกลีบจะหยักเป็นคลื่น มีกลีบดอก 3 กลีบโคนกลีบสีเหลืองและมีกลีบเลี้ยงสีเขียว เกสรตัวผู้มี 6-8 เกสรสีเหลือง เกสรตัวเมียมีรังไข่ทรงกระบอกสีเหลืองเหมือนกัน ก้านเกสรตัวเมีย 5-10 อันปลายแยกเป็น 2แฉก

    ผล เมื่อก้านเกสรตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้ว ก้านดอกจะหดสั้นลงดึงให้ผลมาเจริญใต้ผิวน้ำ ผลจะแก่ 10-14 วัน ผลมีรูปร่างทรงกระบอกยาวภายในเมล็ดมาก เมล็ดแก่จะสีม่วงดำ

    วิธีการแพร่ขยายพันธุ็์  ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

    - สันตะวาใบพาย เป็นพืชที่เจริญเติบโตอยู่ใต้น้ำ มีอายุเพียงฤดูกาลเดียวชอบขึ้นบริเวณที่เป็นดินโคลน หนองน้ำ นาข้าวหรือลำคลองที่มีน้ำไหล ดอกจะบานเมื่อมีแดดจัด เป็นพืชใบสวยเหมาะสำหรับจัดตู้ปลาขนาดใหญ่ แต่ลำต้นและใบเปราะบางไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงปลาใหญ่ หรือเลี้ยงปลาที่ว่ายน้ำเร็วๆจะทำให้ลำต้นและใบหักเน่าเสียได้  

     เพื่อนๆค่ะ อย่าลืมนะค่ะถ้าเลี้ยงปลาสวยงามที่ไม่ใหญ่มาก เอาพรรณไม้สันตะวาใบพัด เข้าไปจัดด้วยนะค่ะ จะเพิ่มความสวยงามของตู้ปลาคุณได้อีกเยอะเชื่อ คนชอบปลา นะค่ะ....


    ปลาเสือตอ



    เพื่อนๆค่ะ คนชอบปลา อยากแนะนำปลาสวยงามที่มีสีสันและลวดลายที่เด่นสวยงาม เรียกเล่นๆว่า เสือร้ายแห่งลุ่มน้ำจืด นั่นคือ เจ้าปลาเสือตอ นั่นเอง





    ชื่อ สามัญ Siam Tiger Fish

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Coius Microlepis

    ปลาเสือตอ พบปลาชนิดนี้ได้ทั่วไปทางประเทศทางแถบร้อน เช่น ไทย อินโดนีเซีย พม่า เขมร ถ้าในประเทศไทยเราพบมากในบึงบอระเพ็ด แม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง, แม่น้ำน่าน และแถบอิสาน แม่น้ำโขง, แม่น้ำชี, แม่น้ำมูล

    ลักษณะทั่วไป
    • มี รูปร่างลำตัวที่เล็กแบนข้าง
    • ส่วนที่เป็นหน้าผากขาวลาด
    • ปากกว้าง และยืดหดได้
    • ครีบหลังยาว แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นหนามแข็ง 12 อัน ส่วนหลังเป็นก้านครีบอ่อน และครีบล่างส่วนแรกเป็นหนามแข็งขนาดใหญ่ลดหลั่นกัน 3 อัน ส่วนหลังเป็นก้านครีบอ่อนเป็นแผ่นใสขอบกลม
    • หางเป็นรูปมนมีเกล็ดขนาดเล็กมีหนาม
    • ลำตัวสีครีมออกชมพูและสีเหลืองสดใส มีแถบดำใหญ่พาดขวางลำตัวประมาณ 6 แถบ ขนาดความยาวโตเต็มที่ยาว 16 นิ้ว หนักถึง 7 ก.ก
    ลักษณะนิสัย

    • เป็นปลาอยู่เป็นฝูงเล็กๆใต้น้ำ โดยอาศัยใกล้ตอไม้ หรือโพรงหินด้วยการลอยตัวอยู่นิ่งๆ หัวทิ่มลงเล็กน้อย หากินตอนกลางคืน อาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็กและแมลงต่างๆ ชอบอยู่ตามแหล่งไม้จึงได้ชื่อว่า ปลาเสือตอ
    • สายพันธุ์ ปลาเสือตอในประเทศไทยที่นิยมมีอยู่ 3 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์เสือตอน้ำจืด 2 สายพันธุ์และเสือตอน้ำกร่อยอีก1 สายพันธุ์
    ปลาเสือตอที่นิยมและมีราคาสูงที่สุด คือ ปลาเสือตอลายใหญ่ และเสือตอลายคู่ (ลาย 7 ขีด) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดต้องนำเข้าจากประเทศเขมร

    การเลี้ยงปลาเสือตอ

    • ปลาเสือตอในแหล่งน้ำธรรมชาติจะกินอาหารประเภทสัตว์น้ำทุกชนิด เช่นกุ้งฝอยและลูกปลา ส่วนปลาเสือตอในตู้กระจกสามารถฝึกให้กินเหยื่อชนิดอื่นได้ เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อปลา กุ้งและหนอนแดง
    • ปลาเสือตอ สามารถวางไข่ได้โดยวิธีธรรมชาติ ประมาณเดือนมีนาคม พฤษภาคม ปลาเสือตอเพศผู้จะมีขนาดโตเต็มวัยเมื่อน้ำหนักประมาณ 300-400 กรัม ส่วนเพศเมียขนาดประมาณ 800 กรัมจะได้วัยเจริญพันธุ์ ไข่ปลาเสือตอเป็นไข่ประเภทลอยน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 14-17 ชัวโมง อุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียล อาหารที่เหมาะกับลูกปลาเสือตอวัยอ่อน ได้แก่ โรติเฟอร์ในระยะ 3-10 วันแรก ต่อจากนั้นใช้ไรแดงเลี้ยงจนลูกปลาขนาดถึง 3ซม. เมื่อโตขึ้นนั้นจึงใช้หนอนแดงหรือลูกปลาเล็กเป็นอาหารต่อไป

    โรคและปัญหาของปลาเสือตอ มักจะเกิดจากปรสิตที่ติดมากับปลาเสือตอในธรรมชาติที่พบประจำ คือ

    -ฝีตามตัว มีลัษณะเป็นตุ่มตามตัว หรือส่วนทวารขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นตุ่มบวมปูดออกจากผิวหนัง รักษาโดย ให้แยกปลาที่ป่วยออกมา ใช้ยาปฏิชีวนะ ผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะต่อ 1 แคปซูล ราดบนตัวกุ้งฝอยเป็นๆ แล้วเทให้ปลากินวันละ 2-3 ครั้ง

    -โรคอิ๊ก หรือจุดขาว ให้ใช้ยาซุปเปอร์อิ๊กที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป แช่ปลาตามอัตราส่วนที่กำหนด สีของปลาเสือตอจะแสดงถึงความสมบูรณ์ของปลา หากไม่สบายหรือป่วยสีของปลาจะแสดงให้เห็น ถ้าตกใจหรือป่วยจะออกสีดำ ครีบหุบ

    ถ้าลักษณะที่สมบูรณ์ ครีบจะกางสีออกเหลืองสดใส ลายดำออกซีด ครีบกางตั้งทั้งปลาขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่


    เพื่อนค่ะ คนชอบปลา อยากจะชวนเพื่อนๆเลี้ยง เจ้าเสือตอ เพิ่มในตู้ปลาอีกชนิด แล้วเพื่อนๆจะรู้สึกชอบและหลงรัก ถึงความเท่ห์ของเจ้าเสือร้ายแห่งลุ่มน้ำจืด....เชื่อมั้ยค่ะ



    วันศุกร์

    เพาะพันธุ์ปลาริวกิ้น



    เพื่อนๆค่ะ ในบรรดาปลาสวยงามทั้งหมด ปลาทองเป็นปลายอดนิยมที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุด คนชอบปลา อยากจะแนะนำวิธี การเพาะพันธุ์ปลาริวกิ้น ให้ทราบค่ะ






    ปลาริวกิ้น เป็นปลาทองที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั้งใน และต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น ปลาริวกิ้นเป็นปลาที่มีรูปร่าง สีสันสวยงาม และน่ารัก มีรูปร่างกลมและสั้น หางจะยาวและบานมากเป็นพิเศษ ปลาที่ดีจะมีลักษณะหัวเล็ก เกล็ดหนาขึ้นเป็นระเบียบ ปลาริวกิ้นส่วนมากจะมี 3 สี สีแดง สีขาว และแดงดำขาว

    • การขยายพันธุ์ปลาอะไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือ ต้องเลือกดูความสมบูรณ์ของพ่อ-แม่พันธุ์เป็นหลัก จะต้องนำจุดเด่นของปลา พ่อ-แ่ม่พันธุ์มาเสริมกันและกัน โดนจะเน้นโครงสร้างของปลาเป็นหลัก ซึ่งจะต้องมีการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์

    การคัดเลือกปลาพ่อ-แม่พันธุ์ที่ดี ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

    1. ใบหน้า หรือรูปทรงส่วนหัว ควรเลือกปลาที่มีหน้าเล็กๆ เรียว มน สมส่วนกับลำตัว หรือที่เรียกกันว่า หน้าหวาน เอาไว้ก่อน
    • พ่อพันธุ์ที่ดี รูปทรงกว้าง สีสด หน้าสั้น
    • แม่พันธุ์ที่ดี หน้าเล็กหวาน รูปทรงกว้างมาร์คกิ้งดี หางใหญ่
    2. สำคัญทีสุด คือ ลำตัวต้องกว้าง โดยนับจากสันหลังถึงช่วงท้อง เมื่อมองแล้วต้องเหมือนรูปไข่ตั้ง หรือที่เรียกว่า ฐานตัวเปิด สันหลัง หรือโหนกอ้วน หนา ไม่คดงอ ท้องกลมไม่บุ๋ม หรือบวมผิดปกติ

    3. เกล็ด เรียงตัวกันเป็นระเบียง เงางาม

    4. ครีบหลัง หรือกระโดง ก้านครีบต้องกางแข็ง ชี้ตรง ไม่หักคด หรือหงิกงอ 

    5. ครีบอกและครีบท้อง ก้านครีบกางแข็งไม่หักคด และไม่หงิกงอเช่นเีดียวกับครีบหลัง

    6. ครีบหางหรือกกหาง ต้องใหญ่แสดงถึงพละกำลังในการว่ายน้ำ ใบหางแผ่กว้างเวลาว่าย หรืหยุดลอยตัว จะกางออกดูสวยงามพริ้วไหว ก้านหางหรือเส้นหางต้องเรียงชิดถี่ ความยาวของหางแล้วแต่ความชอบ

    7. สีสัน-ลวดลาย พยายามเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ที่่มีลวดลาย หรือมาร์คกิ้งที่สวย สีสดเข้มไว้ก่อน


    วิธีการเช็คความพร้อมของพ่อ-แม่พ่อพันธุ์

    • -ง่ายที่สุดก็ต้องจับพ่อปลาแม่ปลามาเช็คดู ถ้าปลาเพศเมียจะเริ่มไข่ ให้จับปลาหงายท้องแล้วกดดูบริเวณท้อง ให้สังเกตุได้ว่าท้องจะนิ่ม ท่อรังไข่จะเปิด นั่นคือ ปลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์

    • -ส่วนตัวผู้ ก็ลองจับดูที่บริเวณครีบว่าย หรือครีบหู จะมีเม็ดขาวเล็กๆ ขึ้นเรียงเป็นแถว และเมื่อจับปลาหงายท้องขึ้น แล้วลองใช้นิ้วรีดดูบริเวณท้องไปจนถึงเดือยเพศ จะเห็นมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา นั่นแสดงว่าปลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์

    ขั้นตอนการผสมเทียม

    1. จับปลาตัวผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์มาทำการรีดน้ำเชื้อ โดยใช้นิ้วค่อยๆรีดกดจากหน้าอกไล่ไปตามท้องจนถึงช่องเพศ น้ำเชื้อของตัวผู้จะค่อยๆหลลงสู่กะละมังที่เราเตรียมไว้
    2. จากนั้นนำปลาริวกิ้นตัวเมีย มารีดไข่โดยใช้นิ้วรีดไปตามส่วนท้องของตัวเมีย จนไข่ไหลออกมาลงสู่กะละมัง ที่เราเตรียมน้ำเชื้อตัวผู้ไว้ ช่วงนี้เราสามารถกำหนดการติดลูกชองปลาครอกนี้ได้ เราต้องการให้ติดลูกเท่าไร อยากให้ติดมากก็รีดมาก ครอกหนึ่งสำหรับแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์สามารถรีดไข่ได้ 5,000-10,000 ฟองทีเดียว
    3. หลังจากรีดน้ำเชื้อและลงไปผสมในกะละมัง เราก็สบัดให้ไข่กระจายออกไม่ให้ติดกัน เพื่อให้น้ำเชื้อผสมับไข่ได้เต็มที่
    4. เตรียมอ่างสะอาดทิ้งไว้ แล้วเปลี่ยนน้ำลงไป โดยใช้น้ำเก่าที่รองพักไว้เติมลงอ่างให้เต็ม เอากะละมังไปตั้งไว้ในอ่าง อย่าให้น้ำเน่าเสีย ใช้เวลา 3 วัน ไข่ก็ฟักเป็นตัว
     เพื่อนๆค่ะ เทคนิคง่ายๆของการผสมเทียมของปลาริวกิ้ว คนชอบปลา อยากให้เพื่อนๆลองทำดูนะค่ะรับรองว่าได้ผลดี ไม่แพ้การผสมแบบธรรมชาติอย่างแน่นอนค่ะ...


    วันพฤหัสบดี

    ปลาสิงโต



    เพื่อนๆค่ะ เคยเห็นปลาทะเลที่รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดมั้ยค่ะ คนชอบปลา จะแนะนำปลาหน้าตาแปลกๆนี้ให้เพื่อนๆได้รู้จัก ได้แก่ ปลาสิงโต 





    ชื่อสามัญ  Lion Fish

    ชื่อวิทยาศาสตร์  Pterois antennata

    ขนาดลำตัว 8-13 ซม.

    ปลาสิงโต เป็นปลามีพิษซึ่งพิษอยู่ที่ก้านครีบ ปลาสิงโตจะอยู่ในครอบครัว Scorpaenidae ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่
    1. ปลาสิงโต ( Pteroinae ) และ 
         2.ปลาหินและปลาแมงป่อง ( Scorpaeninae )
    ทั้งหมดนี้จะเป็นปลามีพิษร้ายแรง โดยที่พิษจะอยู่ที่ครีบแข็งทั้งหลาย เช่น ครีบอก ครีบหลัง พิษพวกนี้มีไว้ให้ป้องกันตัวอย่างเดียว เมื่อมีอันตรายเข้าใกล้ ปลาสิงโตจะกางครีบ เป็นการข่มขู่ แต่จะไม่ค่อยออกมาโจมตี หรือเอาครีบทิ่มแทงใคร

    ปลาสิงโต ชอบอำพรางตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าไปโดนพิษส่วนใหญ่จะเจ็บจี๊ดแล้วปวดขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อแนะนำ ถ้าโดนพิษปลาสิงโต ให้ทำความสะอาดแผล แล้วใช้ความร้อนเข้าสู้ พิษของปลาพวกนี้จะเป็นโปรตีน เมื่อโดนความร้อนจะสลายไป อาจจะใช้ไดร์เป่าผม น้ำอุ่น กระเป๋าน้ำร้อน หรืออะไรก็ได้ที่ร้อนๆประคบไว้ อาจจะใช้วิธีอังไฟก็ได้นะค่ะ ปรกติจะปวดประมาณ 24 ชม.แล้วจะค่อยๆ เบาลง

    ลัษณะทั่วไป
    • ปลาตัวนี้จะมีลำตัวที่หนา มีครีบที่แข็งทั้งยังเป็นพิษร้าย บริเวณหัวจะมีหนามแหลม แต่บางตัวจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผิวหนังตามหัว และลำตัวเป็นแผ่นยื่นออกมากซึ่งคล้ายกันปลาพันธุ์นี้มีหนวด การว่ายน้ำค่อนข้างเชื่องช้าชอบนอนนิ่งอยู่ตามพื้น ปลาสิงโตบางตัวมีสีที่กลมกลืนกับสีของพื้นทะเลซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอำพรางตัวเพื่อล่าอาหารอีกด้วย
    ปลาสิงโต ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

                  1.ปลาสิงโตครีบยาว หรือปลาสิงโตธรรมดา ชื่อสามัญ  Ragged-Finned lionfish  ปลาสิงโตพันธุ์นี้จะมีจุดเด่น คือ ครีบของปลาค่อนข้างยาว บริเวณลำตัวจะเป็นลายแดงสลับแถบขาว ส่วนครีบของปลามีลักษณะเป็นหนวดยาว พบได้ทั้งมีสีขาว และลายบ้างเล็กน้อย
                  2.ปลาสิงโตลายขาว    ชื่อสามัญ White-lined lionfish  ปลาสิงโตลายขาวจะเหมือนกับปลาสิงโตครีบยาว บริเวณลำตัวจะมีลายสีขาวเส้นเล็กๆคาดบริเวณลำตัว หนวดนั้นส่วนใหญ่จะพบเป็นสีขาว มีข้อแตกต่างจากปลาสิงโตครีบยาว คือจะมีลายเส้นขาวเล็กๆพาดตามตัวเป็นหลัก

    อาหาร ปลาสิงโตจะลอยตัวนิ่งๆพุ่งเข้าชาร์ทเพยื่อด้วยความเร็วสูง กินปลาเล็ก หรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกกุ้ง ปู เป็นอาหาร

     ปลาสิงโต สามารถเลี้ยงรวมกับปลาอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าปากของมัน โดยสามารถเลี้ยงรวมกับ กลุ่มปลาเก๋า ปลากระพง หรือปลาสร้อยนกเขาชนิดต่างๆ แม้กระทั่งในกลุ่มปลาหิน หรือปลานกขุนทอง ปลาตาหวาน ก็ได้

    ปลาที่ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงรวมกับปลาสิงโต ได้แก่ ปลาเล็กๆ หรือปลาที่ชอบแทะเล็มปลาอื่น ได้แก่ ปลาผีเสื้อ ปลาขี้ตังเบ็ด เพราะปลาพวกนี้ชอบไล่ตอด ทำให้ปลาสิงโตเกิดความรำคาญและเป็นแผลได้

    เพื่อนๆค่ะ จริงๆแล้วปลาสิงโต หรือสัตว์มีพิษทุกตัวที่อยู่ในทะเล คงไม่คิดอยากที่จะทำร้ายใครเพียงแต่เขาป้องกันตัวเองเท่านั้น คนชอบปลา อยากชวนเพื่อนๆมาลองเลี้ยง ปลาสิงโต ด้วยกันมั้ยค่ะ


    ปลาหมออสการ์



    เพื่อนๆค่ะ  คนชอบปลา ยังคงตามกระแสสายพันธุ์ปลาหมอ ซึ่งเป็นปลาที่นิยมในการเลี้ยงประเภทสวยงามอย่างมาก คนชอบปลา ขอแนะนำ ปลาออสการ์





    ปลาออสการ์ ( Astronotus ocellatus )

    ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า   Lobotes ocellatus

    ชื่อสามัญว่า   Oscar, Red Belvet, Velvet Cichlid, Marbled Cichlid, Peacock-Eyed Ciclid, Tiger Oscar, Peacock Cichlid

    ปลาออสการ์ เป็นปลาน้ำจืด ที่จัดอยู่ในตระกูล Cichlidae  มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้บริเวณลุ่มน้ำอเมซอน และประเทศปารากวัย

    ปลาออสการ์ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ 5 ชนิด ได้แก่ ออสการ์สีพื้น ลายเสือ ลายแดง  สีเผือก หางยาว และอาจจะมีประเภทอื่นๆอีก ได้แก่ เผือกตาแดง สีฟ้า และลายหินอ่อน รวมทั้ง เผือกทอง เผือกเสือแดง ฯลฯ  
    ปลาออสก้าที่นิยม และเพาะพันธุ์ ได้ในบ้านเรามีหลายพันธุ์ และมีชื่อเรียก ตามสีและลวดลายตามลำตัว เช่น ออสก้าทอง ออสก้าลายเสือ ออสก้าเสือเผือก ออสก้าทองเผือก เป็นต้น

    ลักษณะะโดยทั่วไป

    • เป็นสายพันธุ์ปลาหมอที่มีขนาดใหญ่ และน่าเกรงขาม มีสีสันบนลำตัวที่สวยงาม ปากกว้าง ริมฝีปากหนาทั้งบนและล่าง ลำตัวมีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม มีสีแดงกระจายอยู่ตามลำตัว และหนาแน่นบริเวณข้างลำตัว  ยามแหวกว่ายครีบในส่วนต่างๆจะแผ่กว้างสง่างาม ยิ่งเวลาที่กินเหยื่อยิ่งดูดุดัน น่ากลัว รูปลักษณะจะคล้ายปลาแรด แต่ไม่มีกระโหลกนูนออกมา
    • โตเต็มที่ความยาวประมาณ 33 ซม.หรือประมาณ 12-14 นิ้ว ตัวผู้และตัวเมียจะไม่แตกต่างกัน

    อุปนิสัย

    • เป็นปลาขนาดใหญ่ที่นิสัยดุร้าย หวงถิ่นที่อยู่ โดยเฉพาะช่วงที่จะผสมพันธุ์วางไข่จะดุร้ายมาก

    การเลี้ยงดู

    • เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อไม่ว่าจะเป็นบ่อปูน บ่อดิน หรือแม้แต่ในตู้กระจกเป็นปลาสวยงาม ถ้าเลี้ยงในตู้ควรที่จะให้ตู้ใหญ่สะหน่อย และไม่ควรมีอุปกรณ์ของตกแต่งตู้มากเกินไป เพราะปลาออสการ์เป็นปลาขนาดใหญ่ ต้องการพื้นที่มาก ควรตกแต่งด้วยกรวด หรือหินแม่น้ำก็พอ ส่วนน้ำที่ใช้เลี้ยงให้ใช้น้ำเก่าที่พักไว้ หรือผู้ที่เลี้ยงในบ่อให้ใช้น้ำสะอาด

    อาหาร

    • ออสการ์เป็นปลาที่กินเนื้อ ของชอบคือ อาหารสด ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ไรทะเล หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ หรือแม้แต่ลูกปลาตัวเล็กๆ ก็ถือว่าเป็นอาหารจานโปรดของเจ้าออสการ์ เช่นกัน ส่วนอาหารเม็ดต้องฝึกให้กินบ้าง เพราะถ้าหาอาหารสดยาก อาจจะให้กินอาหารเม็ดแทนหาซื้อได้สะดวกง่ายดี

    ข้อควรระวัง
    • ถ้าอุณหภูมิของน้ำสูงทำให้มีโอกาศเป็นเชื้อราได้ง่าย ควรทำน้ำให้สะอาดโดยการถ่ายน้ำออกประมาณ 25 % ต่อสัปดาห์ พร้อมทั้งสังเกตุปลา ว่ามีการกินอาหารตามปกติและเคลื่อนไหวปกติหรือเปล่า  ถ้าเกิดความผิดปกติ อาจหมายถึงปลาเป็นโรค อาจจะเป็นเชื้อรา จุดขาว หรือพยาธิ ให้แยกปลาเพื่อทำการรักษา

    เพื่อนๆค่ะ ถ้าคิดจะเลี้ยงปลาสวยงามในตู้กระจก อย่าลืมนึกถึงเจ้าออสการ์ขาโหดนะค่ะ คนชอบปลา ขอเชียร์เจ้าออสการ์ อันดับต้นๆเลยเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายดีค่ะ



    วันอังคาร

    ไม้น้ำในตู้ปลา สันตะวาหางไก่



    เพื่อนๆค่ะ การที่จะเลี้ยงปลาสวยงามในตู้กระจกนั้น ต้นไม้หรือไม้ประดับก็มีส่วนสำคัญมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเพิ่มความเป็นธรรมชาติ และให้ความสวยงามให้แก่ตู้ปลา จึงอยากแนะนำพันธุ์ไม้น้ำ ที่เลี้ยงไว้ในตู้ปลาชือ สันตะวาหางไก่ ให้เพื่อนๆได้รู้จัก



    สันตะวาหางไก่

    ชื่ออังกฤษ  Bamboo plant

    ชื่อวิทยาศาสตร์  Blyxa japonica ( Miq ) Maxim

    แหล่งกำเนิด ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น

    ลักษณะโดยทั่วไป

    • ลำต้น ลำต้นอ่อนเปราะบาง มีลักษณะเป็นไหล ยาว 5-10 ซม.เจริญใต้น้ำ
    • ใบ มีลักษณะเป็นแผ่นแบบเรียวยาว ขนาดเล็ก มีความยาวเียง 2-5 ซม.กว้าง 1-3 มม.ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันเลื่อยเล็กๆ ปลายใบแหลม เส้นกลางใบเห็นชัดและมีเส้นเล็กๆขนานไปกับเส้นกลางใบ ข้างละ 6 เส้น ไม่มีก้านใบแตกจากลำต้นแบบสลับ ใบมีสีเขียว
    • ดอก ดอกเป็นดอกเดี่ยว มีก้านดอกยาวบานขึ้นบนผิวน้ำ ก้านดอกแตกตามซอกใบโดยมีกาบดอกติดกับลำต้น กาบดอกยาว 1.5-2 ซม. กลีบดอกสีม่วงอ่อน กลีบนอกหรือกลีบเลี้ยงมีสีเขียว
    • ผล ผลมีขนาดเล็ก รูปร่างยาว มีความยาวประมาณ 1.5-2 ซม.มีเมล็ดมาก เป็นสีขาวมีรูปไข่
    สภาพแวดล้อมอื่นๆ  ในธรรมชาติชอบขึ้นในที่ดินโคลน หรือโคลนปนทราย บริเวณที่เป็นแหล่งน้ำนิ่ง เช่น นาข้าว หรือแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีระดับความลึก 5-50 ซม.ต้องการแสงสว่างมาก ในการปลูกในตู้ปลาแสงสว่างไม่พอจะทำให้เน่าเปื่อยง่าย เหมาะที่จะนำไปประดับในตู้ปลาที่เลี้ยงปลาขนาดเล็ก และเป็นปลาที่ชอบอาศัยบนผิวน้ำ เพราะใบและลำต้นเปราะบางมากไม่เหมาะที่จะจัดในตู้ปลาที่เลี้ยงปลาใหญ่

    การแพร่ขยายพันธุ์ แพร่พันธุ์โดยใช้เมล็ดและแยกลำต้นไปปักชำ

    เพื่อนๆค่ะ ถ้าตู้ปลาที่เลี้ยงยังไม่มีพันธุ์ไม้ ลองเพิ่มต้นสันตะวาหางไก่ปลูกเพิ่มด้วยนะค่ะ หาซื้อได้ตามร้านขายปลาทั่วไป จะทำให้ตู้ปลาของคุณดูสวยงามขึ้นด้วยนะค่ะ

    ปลาหมอสี



    เพื่อนๆค่ะ มีปลาสวยงามน้ำจืดที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จัก สายพันธุ์ปลาหมอแคระ มีสีสันที่สวยงาม เป็นปลาหมอแคระสกุล Microgeophagus อยากให้เพื่อนๆได้รู้จักได้แก่ ปลาหมอแรมโบลิเวีย


    ปลาหมอแรมโบลิเวีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Microgeophagus altispinosa

    ชื่อเรียกทั่วไปว่า Bolivian Butterfly Cichlid

    Altispinosa  เป็นภาษาละติน แปลว่า ปลาที่มีครีบกระโดงสูง

    ปลา หมอแคระ Altispinosa มีความคล้ายคลึงกับ ปลาหมอรามิเรซ หรือแรมมาก โดยแหล่งอาศัยส่วนใหญ่ ถูกค้นพบในแถบลุ่มแม่น้ำ Mamori ของประเทศโบลิเวีย จึงมีชื่อเรียกว่า " แรมโบลิเวีย "


    อุปนิสัย ปลาหมอแรมโบลิเวียมีนิสัยดี สุภาพไม่ดุร้ายและก้าวร้าว นอกจากชอบแสดงคงามเก่งในการแสดงอาณาเขต แย่งชิงถิ่นอาศัย หรือแย่งจับคู่ ก็จะแสดงออกโดยการตอดกัดบ้างแต่ไม่รุนแรงเท่าไรนัก


    ลักษณะ โดยทั่วไป เพศผู้ใบหน้าจะมีแถบสีดำพาดลงมาเป็นทางยาว ก้านครีบกระโดง 2-4 ก้านแรกจะมีสีดำ และปลายครีบในส่วนต่างๆ เช่น ครีบท้อง ครีบทวารและครีบหาง จะมีขลิบสีแดงเรื่อๆ ส่วนปลายครีบจะยื่นออกมาเป็นชายยาว และตรงบริเวณท้องจะมีสีแดงระเรื่อ ส่วนเพศเมียจะสีอ่อนจางกว่าตัวผู้มาก


    การเลี้ยงดู สามารถเลี้ยงดูรวมกับปลาหมอแคระในสกุลเดียวกันได้ และสามารถเลี้ยงรวมกับปลาสวยงามประเภทอื่นๆรวมได้ด้วย

    อาหาร เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายกินได้เกือบทุกอย่างเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป ไส้เดือนน้ำ หนอนแดง ไรน้ำจืดและไรทะเล ในส่วนของอาหาร ควรเป็นอาหารที่สดใหม่ และควรล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันโรค และน้ำในตู้เน่าเสีย



    เพื่อนๆ ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะสำหรับข้อมูลของเจ้า ปลาหมอแรมโบลิเวีย ซึ่งคิดว่าเพื่อนๆคงเคยเลี้ยงหรือเคยสัมผัสปลาสวยงามบ้าง ครั้งหน้าจะยังมีปลาสวยงามอีกหลายชนิดหลายสายพันธุ์หลายสกุลมาให้เพื่อนๆ รู้จักกันอีกนะค่ะ

    วันเสาร์

    ปลาการ์ตูน





    เพื่อนๆค่ะ
    เมื่อนึกถึง ตู้ปลาทะเลสวยงาม ปลาการ์ตูน ถือว่าเป็นปลาที่ยอดนิยม ด้วยความสวยงามสีสันที่สดใส ความน่ารักและร่าเริงของปลาการ์ตูน ทำให้ใครๆที่เห็นก็จะชอบปลาการ์ตูนได้ไม่อยากเลย



    ปลาการ์ตูน เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเล แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติจะอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง แถบชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย นอกจากแนวปะการังแล้ว ปลาการ์ตูนยังชอบอาศัยใกล้้ๆ กับดอกไม้ทะเล ถึงแม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีพิษร้ายพอๆกับแมงกะพรุน แต่พวกปลาการ์ตูนก็อาสัยอยู่ได้ โดยเอาตัวไปถูกับเมือกที่ฐานดอกไม้ทะเล ซึ่งดอกไม้ทะเลจึงคิดว่าปลาการ์ตูนเหล่านี้ เป็นพวกเดียวกับมันจึงไม่ปล่อยเข็มพิษมาใส่ปลา

    ชื่อสามัญ : Clown Anemone fish
    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anemonefish ; Pomacentridae


    • มีขนาดลำตัว 3-5 เซ็นติเมตร

    • มีสีสันที่สดใส จะมีเอกลักษณ์ในตัวมันเองโดยทั่วไปจะประกอบด้วยสีส้ม แดง ดำ เหลือง และมีสีขาวพาดลำตัว 1-3 แถบ
    • ตัวเมียจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าตัวผู้


    ปลาการ์ตูน ที่พบมีทั้งหมด 28 ชนิดแต่ที่พบเห็นในไทยนี้มี 7 ชนิด พบทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ได้แก่ ปลาการ์ตูนสกั้ง ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนอินเดียแดง ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนอานม้า ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ ปลาการ์ตูนแดง เป็นต้น

    การเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูน ทำได้โดย

    • เริ่มการจับคู่พ่อพันธุ์- แม่พันธุ์ ที่จะผสมพันธุ์วางไข่ โดยที่ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่และมี้องบวมเป่ง ตัวผู้ให้เลือกตัวเล็กท้องแบนเรียบ หลังจากจับคู่แล้วให้สังเกตุว่าปลาจะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้าตัวเมียไล่กัดตัวผู้ให้รีบเปลี่ยนคู่เลย
    • เพศของปลาการ์ตูน ไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจน สามารถที่จะเปลี่ยนเพศได้ โดยเพศของปลาจะเปลี่ยนตามสิ่งแวดล้อม ถ้าเปลี่ยนเป็นเพศเมียจะไม่สามารถกลับคืนเป็นเพศผู้ได้ การจับคู่ผสมพันธุ์เลยมีความซับซ้อนมาก
    การวางไข่และพัฒนาการ

    • ก่อนการวางไข่ พ่อปลาจะเป็นผู้ดูแลทำความสะอาดที่ที่จะวางไข่ เมื่อใกล้วางไข่ปลาตัวเมียจะมีท้องที่บวมเป่งใหญ่กว่าปกติ และมีท่อนำไข่ยื่นออกมา 4-5 มิลลิเมตร หลังจากนั้นปลาจะเริ่มวางไข่ภายใน 1 ชม. แม่ปลาจะเลือกวางไข่กับวัสดุที่เลือกไว้ โดยวางเป็นชุดพ่อปลาก็จะปล่อยน้ำเชื้อเช้าผสม เมื่อวางไข่แล้วปลาตัวผู้จะเป็นผู้ดูแลไข่ ใช้เวลา 7-8 วันไข่ก็จะฟักเป็นตัว
    • ปลาการ์ตูนสามารถวางไข่ได้เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 500-1000 ฟอง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ในชุดแรก จะพบว่าปลามักจะกินไข่ของตัวเองเพราะความตกใจ แต่หลังจากวางไข่ชุดหลังจะเริ่มเคยชินและไม่กินไข่ตัวเอง

    • สังเกตุว่าปลาจะฟักตัวหรือยัง สังเกตุจากตาของลูกปลาที่อยู่ในถุงไข่ จะกลายเป็นสีน้ำเงินสะท้อนแสง แสดงว่าลูกปลาพร้อมที่จะฟักเป็นตัวแล้ว ลูกปลาจะฟักช่วงหัวค่ำใช้เวลา 1-2 ชม.ในเวลามืดสนิท
    การอนุบาลปลาการ์ตูน

    • หลังปลาฟักออกมาเป็นตัวให้แยกลูกปลาออกจากตู้ โดยตักลูกปลาพร้อมน้ำอย่าให้ลูกปลาโดนอากาศ นำไปอนุบาลในตู้กระจกขนาดเล็ก ให้ไรน้ำเค็ม โรติเฟอร์ และสาหร่ายขนาดเล็กเป็นอาหาร หลังจากนั้นลูกปลาจะเปลี่ยนแปลงมีสีสัน และลวดลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    การเลี้ยงและดูแลปลาการ์ตูน

    • เมื่อลูกปลามีอายุ 3-4 สัปดาห์ สามารถย้ายลูกปลาไปสู่ตู้ขนาดใหญ่ โดยความหนาแน่นอยู่ที่ 1ตัวต่อลิตร ให้อาหารโดยเปลี่ยนมาเป็นอาหารสด เช่น เนื้อกุ้งสับหรือหอยลายสับหรืออาหารที่ผสมเอง โดยลดไรน้ำเค็มลงเรื่อยๆ ซึ่งลูกปลาจะมีขนาดประมาณ 8-10 มม.

    สิ่งที่ระมัดระวังในการเลี้ยงปลาการ์ตูน คือ คุณภาพของน้ำและความหนาแน่น เช่นถ้าให้อาหารมากเกินไปจะเกิดสิ่งหมักหมม อยู่ในตู้เลี้ยง และการหนาแน่นมากเกินไปจะทำให้ปลาเป็นโรค และอาจจะตายได้ง่าย

    • การให้อาหาร ควรใ้ห้อาหารแค่วันละครั้งให้เพียงพออิ่ม อย่าให้มากเกินไป

    ดังนั้น การรักษาความสะอาดและคุณภาพน้ำจึงมีความสำคัญมาก เมื่อปลาอายุได้ 4-6 เดือนควรที่จะแยกให้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ คู่ใหม่ ปลาจะมีวัยเจริญพันธุ์เมื่อมีอายุ 8-12 เดือน

    เพื่อนๆค่ะ หวังว่าคงหลงรักลวดลาย ความสดใส สีสัน และความน่ารักของปลาการ์ตูน เหมือนกันนะค่ะ มาเลี้ยงปลาการ์ตูนด้วยกันมั้ยค่ะ...

    โรคปลา รักษาได้




    หวัดดีค่ะเพื่อนๆ
    ...เมื่อเราเลี้ยงปลาไม่ว่าจะเป็นปลาสวยงาม หรือปลาที่เลี้ยงเพื่อบริโภค ปัญหาที่เราไม่อยากเจอคือ ปลาเป็นโรค ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรคมากมายหลายชนิดที่พบเห็นในปลา แต่วันนี้จะขอคุยกันถึง โรคเห็บปลา





    โรคเห็บปลา
    • เป็นปรสิตภายนอก เห็บปลามีขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
    ลักษณะทางชีวภาพของเห็บปลา
    • ลำตัวมีสีเขียวปนเหลือง หรือน้ำตาล ตัวกลมแบน
    • ด้านหลังโค้งมน ลำตัวเป็นปล้องเชื่อมติดกัน
    • ส่วนของปากจะเป็นอวัยวะสำหรับดูดเกาะ มีตารวม 2 ตา แต่ระหว่างตารวมมีตาเดี่ยวคั่นระหว่างกลาง
    • ระหว่างตาทั้ง 3 จะมีวงขนาดใหญ่ ทำน้าที่เป็นอวัยวะสหรับเกาะตัวปลา
    • มีปากอยู่หลังวง
    • ท่อทางเดินอาหารสั้น
    • มีขา 6 คู่ คู่ที่ 1-4 จะเห็นชัดเจน ขาคู่ที่ 5 และ 6 จะมองไม่ชัด
    • ส่วนหางยื่นออกมาแบ่งเป็น 2 แฉก
    • อวัยวะสืบพันธุ์อยู่ที่บริเวณหาง ตัวผู้มีอัณฑะใหญ่ 2 อัน ส่วนตัวเมียมีอวัยวะสำหรับรับน้ำเชื้อ 1 คู่ รังไข่อยู่บริเวณกลางลำตัว
    วงจรชีวิตของเห็บปลา

    • ไข่ที่ได้รับการผสมพันธู์แล้วจะอยูในท่อนำไข่บริเวณกลางลำตัว
    • เห็บปลาจะวางไข่บนก้อนหิน หรือวัตถุแข็งๆในน้ำ ซึ่งไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 9-15 วันตัวอ่อนว่ายน้ำเป็นอิสระประมาณ 20-24 ชม.แล้วจะเข้าเกาะปลา ถ้าไม่สามารถเกาะปลาภายใน 24 ชม.จะตาย เมื่อเกาะปลาแล้ว 3-5 วันจะลอกคราบครั้งแรก ลอกคราบ 6 ครั้งถึงจะโตเต็มวัย
    • ตัวเมียวางไข่แล้วจะตาย
    ลักษณะอาการของโรค
    • บริเวณที่ถูกเห็บปลาเกาะจะเป็นแผล ทำให้ตกเลือดบริเวณผิวหนังทั่วไปเห็บปลา ส่วนใหญ่จะเกาะอยู่ตามผิว เหงือก หัว ครีบของปลา กินเซลผิวหนังเป็นอาหาร สามารถย้ายตำแหน่งการเกาะได้ ทำให้ผิวปลาเป็นแผล มักจะเกิดกับปลาที่มีเกล็ด เช่นปลาช่อน ปลาแรด ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน เป็นต้น ปลาที่ติดโรคนี้เป็นเวลานาน ปลาจะว่ายน้ำอย่างกระวนกระวาย โดยถูกับวัสดุ หรือผนังตู้ เห็บปลาที่พบในประเทศไทย ได้แก่ Argulus
    การป้องกันและรักษา

    • แยกปลาที่ตาย หรือปลาที่มีเห็บติดออกจากบ่อ พร้อมทั้งแยกปลาจากที่เลี้ยงเดิม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเห็บปลาติดมาด้วย
    • กำจัดเห็บปลาด้วยการคีบออก ถ้าเห็บเกาะแน่นให้หยดน้ำเกลือเข้มข้น 1-2 หยดลงบนตัวแล้วคีบออก
    • แช่นำยาดิพเพอร์เร็กซ์ 24 ชม. ในอัตราส่วน 0.5-0.75 กรัมต่อน้ำ 1000 ลิตร
    • แช่ปลาในด่างทับทิม นานประมาณ 15-30 นาที แล้วจึงย้ายปลาไปไว้ที่สะอาด
    • ปลาที่เลี้ยงในบ่อ ให้ตากบ่อให้แห้งแล้วโรยปูนขาวให้ทั่ว
    เพื่อนๆค่ะ การที่จะเลี้ยงปลาก็อยากที่จะให้ปลาเราสวยงามปราศจากโรค ถ้าพบเห็นว่าปลามีอาการผิดปกติให้รีบรักษานะค่ะ เพราะปลาจะมีสุขภาพที่ดีก็ขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงด้วยนะค่ะ.....

    ผู้ติดตาม